Back to the library
ทำงานยังไงให้มีความสุข

ทำงานยังไงให้มีความสุข

Khunanon Phosu

Khunanon Phosu เป็นผู้เขียนหนังสือ *ทำงานยังไงให้มีความสุข* ซึ่งนำเสนอแนวคิดและแนวทางการใช้ชีวิตสำหรับคนทำงานที่ต้องการสร้างความสุขอย่างยั่งยืน หนังสือของเขาครอบคลุมทั้งการปรับมุมมอง การบริหารเวลา ความสัมพันธ์ในที่ทำงาน การจัดการความเครียด การพัฒนาตนเอง และการดูแลสุขภาพกายใจ…

  • 298 pages
  • 10 chapters
  • Thai
  • Aug 2026

Free

Share this book

Table of contents

  1. 1ปรับ Mindset: นิยามใหม่ของความสุขในการทำงาน
  2. 2บริหารเวลาให้สมดุล เพื่อคืนชีวิตให้ตัวเอง
  3. 3ความสัมพันธ์ในที่ทำงาน: เปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร
  4. 4การจัดการความเครียดและอารมณ์ในวันวุ่นๆ
  5. 5Work-Life Balance: เมื่อชีวิตไม่ใช่แค่เรื่องงาน
  6. 6เพิ่มประสิทธิภาพงานด้วยความสุข (Productivity & Happiness)
  7. 7รับมือกับหัวหน้าและวัฒนธรรมองค์กรที่ท้าทาย
  8. 8การพัฒนาตนเองอย่างมีความสุข (Continuous Learning)
  9. 9สุขภาพกายและใจ: รากฐานของความสุขในการทำงาน
  10. 10บทสรุป: ออกแบบชีวิตการทำงานในแบบของคุณเอง

About this book

หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นจากคำถามที่ผมเชื่อว่าคนทำงานจำนวนมากเคยถามตัวเองว่า “เราจะทำงานอย่างไรให้มีความสุขขึ้นได้บ้าง” ไม่ใช่ความสุขแบบต้องยิ้มได้ตลอดเวลา หรือไม่มีวันที่เหนื่อยและผิดหวัง แต่เป็นความสุขที่เกิดจากการเข้าใจตัวเอง เห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำ และสามารถใช้ชีวิตนอกเวลางานได้โดยไม่รู้สึกผิด

ผมเขียนหนังสือเล่มนี้สำหรับคนทำงานทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นคนที่กำลังเริ่มต้นอาชีพ คนที่รู้สึกหมดไฟ คนที่กำลังเผชิญกับหัวหน้าหรือวัฒนธรรมองค์กรที่ท้าทาย หรือคนที่ยังทำงานเดิมอยู่แต่ต้องการออกแบบวิธีใช้ชีวิตให้สมดุลกว่าเดิม เนื้อหาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะมนุษย์เงินเดือน เพราะหลักคิดหลายอย่างสามารถนำไปปรับใช้กับอาชีพและรูปแบบการทำงานที่หลากหลาย

หนังสือเล่มนี้จะไม่สัญญาว่าจะเปลี่ยนงานที่ไม่เหมาะกับคุณให้กลายเป็นงานในฝันในชั่วข้ามคืน และไม่ใช่คู่มือที่บอกว่าทุกปัญหาจะแก้ได้ด้วยการคิดบวกเพียงอย่างเดียว ความสุขในการทำงานยังเกี่ยวข้องกับโครงสร้างองค์กร รายได้ ความปลอดภัย และเงื่อนไขในชีวิตที่แตกต่างกันของแต่ละคน สิ่งที่หนังสือเล่มนี้ทำได้คือชวนให้คุณมองเห็นสิ่งที่ควบคุมได้ เข้าใจสิ่งที่กำลังเผชิญ และทดลองปรับเปลี่ยนทีละขั้นอย่างเป็นจริงได้

เนื้อหาถูกจัดเรียงเป็นเส้นทางจากภายในสู่ภายนอก เริ่มจากบท “ปรับ Mindset: นิยามใหม่ของความสุขในการทำงาน” ก่อนพาไปสู่การบริหารเวลา ความสัมพันธ์ และการจัดการความเครียดใน “การจัดการความเครียดและอารมณ์ในวันวุ่นๆ” จากนั้นเราจะสำรวจ “Work-Life Balance: เมื่อชีวิตไม่ใช่แค่เรื่องงาน” และการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยความสุขในบท “Productivity & Happiness” ต่อด้วยการรับมือกับหัวหน้า การพัฒนาตนเอง และการดูแลสุขภาพกายใจ ก่อนสรุปด้วยบท “ออกแบบชีวิตการทำงานในแบบของคุณเอง”

ผมหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะไม่เป็นเพียงสิ่งที่คุณอ่านจบ แต่เป็นเครื่องมือสำหรับกลับมาทบทวนชีวิตและเลือกลงมือทำในแบบที่เหมาะกับตัวคุณเอง

Preview

7 chapters

ปรับ Mindset: นิยามใหม่ของความสุขในการทำงาน

ความสุขในการทำงานคืออะไรกันแน่?

เมื่อเราพูดถึงคำว่า “ความสุขในการทำงาน” หลายคนอาจนึกถึงภาพวันที่งานเสร็จตามกำหนดโดยไม่มีปัญหา การได้รับคำชมจากหัวหน้า การได้โบนัสก้อนโตในช่วงสิ้นปี หรือแม้กระทั่งการได้นั่งทำงานในออฟฟิศที่ตกแต่งสวยงาม มีกาแฟดีๆ ให้ดื่ม และมีเพื่อนร่วมงานที่เข้ากันได้ดี สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิด และเป็นส่วนหนึ่งของความสุขจริงๆ แต่นี่คือความสุขในรูปแบบที่เกิดขึ้นจาก “ปัจจัยภายนอก” ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือ ความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

หากเรานิยามความสุขในการทำงานว่าคือการที่ “ทุกอย่างต้องราบรื่น” เราจะพบว่าความสุขนั้นช่างเปราะบางเหลือเกิน เพราะในโลกของการทำงานจริง ไม่มีวันไหนที่ทุกอย่างจะสมบูรณ์แบบ 100% วันนี้คุณอาจจะมีความสุขเพราะได้รับคำชม แต่พรุ่งนี้คุณอาจจะทุกข์ทรมานเพียงเพราะอีเมลฉบับเดียวจากลูกค้าที่ตำหนิงานของคุณ หากความสุขของคุณผูกติดอยู่กับปัจจัยภายนอกเช่นนี้ ชีวิตการทำงานของคุณจะเหมือนกับการนั่งรถไฟเหาะที่ขึ้นลงตามสถานการณ์รอบตัว ซึ่งนำไปสู่ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ในระยะยาว

ดังนั้น ก่อนที่เราจะเดินทางไปสู่เทคนิคการบริหารเวลาหรือการจัดการความสัมพันธ์ในบทต่อๆ ไป เราจำเป็นต้องกลับมาสำรวจ “นิยาม” ของความสุขในการทำงานกันใหม่ เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแรงพอที่จะทำให้เรามีความสุขได้ ไม่ว่าสภาพแวดล้อมรอบตัวจะเป็นอย่างไร

ความพึงพอใจชั่วคราว vs…

บริหารเวลาให้สมดุล เพื่อคืนชีวิตให้ตัวเอง

ความแตกต่างระหว่าง 'ยุ่ง' กับ 'มีประสิทธิภาพ'

หลังจากที่เราได้ปรับจูนเข็มทิศทางความคิดในบทที่ 1 เพื่อให้เห็นคุณค่าและความหมายของงานแล้ว สิ่งที่เราต้องเผชิญในโลกความเป็นจริงคือ “ปริมาณงาน” ที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน หลายคนมักจะพบว่า แม้จะมีทัศนคติที่ดีเพียงใด แต่ถ้าในหนึ่งวันเราต้องวิ่งวุ่นตอบอีเมลร้อยฉบับ ประชุมติดต่อกันห้าชั่วโมง และทำงานล่วงเวลาจนดึกดื่นทุกคืน ความสุขที่พยายามสร้างไว้ก็มักจะถูกกลืนหายไปกับความเหนื่อยล้า

คำถามสำคัญที่ผมอยากให้คุณลองถามตัวเองในตอนนี้คือ “ในวันที่คุณรู้สึกว่ายุ่งจนหัวหมุน คุณกำลัง ‘ทำงานได้ผลลัพธ์’ หรือคุณแค่ ‘กำลังยุ่ง’ กันแน่?”

ฟังดูอาจจะเป็นคำถามที่แปลก เพราะสำหรับหลายคน “ความยุ่ง” คือเครื่องหมายของ “ความขยัน” และ “การมีประสิทธิภาพ” เราถูกปลูกฝังมาในวัฒนธรรมที่ยกย่องคนที่ทำงานหนัก คนที่ตอบแชทงานตอนเที่ยงคืน หรือคนที่เดินไปมาในออฟฟิศด้วยท่าทางรีบร้อนตลอดเวลา จนบางครั้งเราเผลอสร้างตัวตนขึ้นมาว่า “การยุ่งตลอดเวลา = การเป็นคนสำคัญ” หรือ “การยุ่งตลอดเวลา = การทำงานมีประสิทธิภาพ”

แต่ในความเป็นจริง ความยุ่ง (Busy) กับ ความมีประสิทธิภาพ (Productive) คือสองสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และหากเราแยกไม่ออก เราจะตกอยู่ในกับดักที่เรียกว่า “The Busy Trap” หรือกับดักของความวุ่นวาย ซึ่งเป็นเส้นทางลัดที่นำไปสู่ภาวะ Burnout ได้รวดเร็วที่สุด

###…

ความสัมพันธ์ในที่ทำงาน: เปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร

จิตวิทยาการสื่อสารเพื่อความเข้าใจ

หลังจากที่เราได้เรียนรู้วิธีการบริหารจัดการเวลาและคืนสมดุลให้กับชีวิตในบทที่แล้ว เราเริ่มเห็นแล้วว่าการมีระบบการทำงานที่ดีช่วยลดความเครียดส่วนบุคคลได้มากเพียงใด แต่ในความเป็นจริง การทำงานไม่ได้เกิดขึ้นในสูญญากาศ เราไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่เราทำงานร่วมกับ "มนุษย์" ซึ่งเป็นปัจจัยที่คาดเดาได้ยากที่สุดในองค์กร

หลายครั้งที่ความทุกข์ในที่ทำงานไม่ได้มาจาก "ตัวงาน" ที่หนักหนา แต่มาจาก "ความสัมพันธ์" และ "การสื่อสาร" ที่ผิดพลาด เราอาจจะวางแผนงานมาอย่างดีเยี่ยม มี To-do List ที่ชัดเจน แต่ถ้าการประสานงานกับเพื่อนร่วมงานล้มเหลว หรือเกิดความเข้าใจผิดเพียงครั้งเดียว แผนการที่วางไว้ทั้งหมดอาจพังทลายลง และเปลี่ยนวันทำงานที่ควรจะราบรื่นให้กลายเป็นสมรภูมิทางอารมณ์ได้ทันที

ดังนั้น ในบทนี้เราจะเริ่มต้นด้วยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการอยู่ร่วมกัน นั่นคือ "จิตวิทยาการสื่อสารเพื่อความเข้าใจ" เพราะการสื่อสารไม่ใช่แค่การ "พูด" ให้จบ แต่คือการทำให้ "สาร" ที่ส่งออกไป ตรงกับ "สิ่งที่ผู้รับเข้าใจ" และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการโดยไม่สร้างรอยร้าวในความสัมพันธ์

กับดักของการสื่อสาร: ทำไมเราถึงเข้าใจไม่ตรงกัน?

ก่อนจะไปถึงเทคนิคการสื่อสาร เราต้องเข้าใจก่อนว่า มนุษย์ทุกคนมี "ฟิลเตอร์" (Filter) ในการรับข้อมูลที่แตกต่างกัน ฟิลเตอร์นี้ประกอบด้วย ประสบการณ์ในอดีต, ทัศนคติ,…

การจัดการความเครียดและอารมณ์ในวันวุ่นๆ

รู้เท่าทันอารมณ์ (Emotional Awareness)

หลังจากที่เราได้พูดถึงการใช้ Empathy เพื่อทำความเข้าใจผู้อื่นในบทที่แล้ว สิ่งสำคัญที่เราต้องไม่ลืมคือ การที่เราจะส่งต่อความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจให้คนรอบข้างได้อย่างยั่งยืนนั้น เราจำเป็นต้องมี "เครื่องมือ" ในการจัดการกับโลกภายในของตัวเองเสียก่อน โดยเฉพาะในวันที่พายุทางอารมณ์พัดเข้ามาในที่ทำงานอย่างไม่ทันตั้งตัว

บ่อยครั้งที่เราพบว่าตัวเอง "ระเบิด" อารมณ์ใส่เพื่อนร่วมงาน หรือจมดิ่งอยู่กับความรู้สึกหงุดหงิดตลอดทั้งวัน โดยที่ตอนนั้นเราอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าความรู้สึกนี้เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ หรืออะไรคือสาเหตุที่แท้จริง สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะเราขาดสิ่งที่เรียกว่า "การรู้เท่าทันอารมณ์" (Emotional Awareness)

การรู้เท่าทันอารมณ์ไม่ใช่การพยายาม "กดทับ" อารมณ์ไม่ให้เกิดขึ้น หรือการบังคับตัวเองให้ยิ้มสู้ตลอดเวลา แต่คือความสามารถในการ "สังเกต" และ "ระบุ" ได้ว่าในขณะนี้เรากำลังรู้สึกอะไร และร่างกายกำลังส่งสัญญาณอะไรบอกเราบ้าง เปรียบเสมือนการมี "แผงหน้าปัด" ในใจที่คอยเตือนว่าตอนนี้ระดับความเครียดของคุณพุ่งสูงขึ้นแล้วนะ ถึงเวลาที่ต้องจัดการก่อนที่เครื่องยนต์จะน็อก

ร่างกาย: ลิ้นชักเก็บความลับของอารมณ์

หลายคนมักมองว่าอารมณ์เป็นเรื่องของจิตใจเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง ร่างกายของเราคือ "เครื่องตรวจจับ" อารมณ์ที่แม่นยำที่สุด…

Work-Life Balance: เมื่อชีวิตไม่ใช่แค่เรื่องงาน

ทำลายความเชื่อเรื่อง 'การทำงานหนักคือความสำเร็จ'

ในสังคมปัจจุบัน เรามักจะคุ้นชินกับภาพลักษณ์ของ "คนที่ประสบความสำเร็จ" ในแบบที่สื่อโซเชียลมีเดียหรือตำราบริหารธุรกิจบางเล่มพยายามนำเสนอ ภาพนั้นคือคนที่ตื่นนอนตั้งแต่ตี 4 ดื่มกาแฟดำเข้มข้น ตอบอีเมลในขณะที่คนอื่นยังหลับ และทำงานลากยาวไปจนถึงเที่ยงคืน โดยมีคำนิยามว่า "ความพยายามไม่เคยทรยศใคร" หรือ "ถ้าอยากได้ในสิ่งที่คนอื่นไม่มี ต้องทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าทำ"

แนวคิดนี้ถูกเรียกในระดับสากลว่า "Hustle Culture" หรือวัฒนธรรมแห่งการเร่งรีบ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ว่าการทำงานหนักอย่างบ้าคลั่ง การสละเวลาพักผ่อน และการทุ่มเททุกวินาทีของชีวิตให้กับงาน คือหนทางเดียวที่จะนำไปสู่ความสำเร็จและความมั่งคั่ง วัฒนธรรมนี้ทำให้การ "อดนอน" กลายเป็นเหรียญตราแห่งเกียรติยศ (Badge of Honor) ใครที่บอกว่าเมื่อคืนนอนเพียง 3 ชั่วโมงเพราะปั่นงาน จะได้รับสายตาชื่นชมในความทุ่มเท และใครที่กล้าลุกออกจากออฟฟิศตรงเวลา มักจะถูกมองว่า "ไม่มีความทะเยอทะยาน" หรือ "ไม่ทุ่มเทให้กับองค์กร"

แต่คำถามสำคัญที่เราต้องนำมาพิจารณาคือ "ความสำเร็จที่แลกมาด้วยสุขภาพกายและใจที่พังทลาย คือความสำเร็จที่แท้จริงหรือ?"

หากเราลองพิจารณาอย่างลึกซึ้ง เราจะพบว่า Hustle Culture กำลังสร้างกับดักที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะมันสร้างความเข้าใจผิดว่า "ปริมาณชั่วโมงที่ทำงาน" เท่ากับ…

เพิ่มประสิทธิภาพงานด้วยความสุข (Productivity & Happiness)

ทฤษฎี Flow State: ทำงานอย่างไรให้ลืมเวลา

หลังจากที่เราได้พูดถึงการออกแบบไลฟ์สไตล์ให้สมดุลในบทที่ผ่านมา ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้าง “ฐานราก” ของชีวิตให้มั่นคง ทั้งในด้านสุขภาพ ความสัมพันธ์ และการเงินแล้ว เมื่อเรามีฐานที่แข็งแรง สิ่งต่อมาที่เราควรให้ความสำคัญคือ “คุณภาพของเวลา” ที่เราใช้ไปกับการทำงาน

หลายคนมักเข้าใจผิดว่า การทำงานให้มีประสิทธิภาพ (Productivity) คือการพยายามยัดเยียดงานจำนวนมากให้เสร็จภายในเวลาที่จำกัด หรือการฝืนร่างกายให้ทำงานหนักขึ้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มากขึ้น แต่ในความเป็นจริง ประสิทธิภาพที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการ “เค้น” แรงกายแรงใจ แต่เกิดจากการสร้างสภาวะทางจิตใจที่เอื้อต่อการทำงานอย่างมีความสุข และหนึ่งในสภาวะที่ทรงพลังที่สุดที่นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านประสิทธิภาพการทำงานทั่วโลกยอมรับคือสภาวะที่เรียกว่า “Flow State”

Flow State คืออะไร?

คำว่า “Flow” หรือ “สภาวะลื่นไหล” ถูกนิยามโดย Mihaly Csikszentmihalyi นักจิตวิทยาชาวฮังการี-อเมริกัน เขาอธิบายว่า Flow คือสภาวะทางจิตที่บุคคลจดจ่อกับกิจกรรมที่กำลังทำอย่างเต็มที่ จนเกิดความรู้สึกว่าตัวตนหายไป เวลาดูเหมือนจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว หรือในบางครั้งก็ดูเหมือนจะหยุดนิ่ง และความกังวลต่างๆ ในใจจะถูกตัดออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแค่ “เรา” กับ “งานที่อยู่ตรงหน้า”…

รับมือกับหัวหน้าและวัฒนธรรมองค์กรที่ท้าทาย

การทำความเข้าใจ 'สไตล์' ของหัวหน้า

หลังจากที่เราได้พูดถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยเทคโนโลยีและการสร้าง Flow State ในบทก่อนหน้า เราจะพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับ "วิธีการทำงาน" หรือ "เครื่องมือ" ที่เราใช้เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยภายนอกที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งต่อสภาวะจิตใจของเรา นั่นคือ "คน" โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจในสายอาชีพของเรา ซึ่งก็คือ "หัวหน้า"

หลายครั้งที่ความทุกข์ในที่ทำงานไม่ได้เกิดจากตัวเนื้องานที่ยากเกินไป หรือระบบงานที่ซับซ้อน แต่เกิดจาก "ช่องว่าง" ระหว่างสไตล์การทำงานของเรากับหัวหน้า เมื่อความคาดหวังไม่ตรงกัน หรือวิธีการสื่อสารสวนทางกัน สิ่งที่ตามมาคือความอึดอัด ความรู้สึกไม่ได้รับการยอมรับ และความเครียดสะสมที่กัดกินความสุขในการทำงานไปทีละน้อย

กุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวข้ามความขัดแย้งนี้ไม่ใช่การพยายาม "เปลี่ยนนิสัยหัวหน้า" เพราะในความเป็นจริง การเปลี่ยนตัวบุคคลนั้นเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำได้และเห็นผลลัพธ์รวดเร็วกว่า คือการ "ทำความเข้าใจสไตล์" ของเขา เพื่อที่เราจะได้ปรับวิธีการสื่อสารและวิธีการนำเสนอให้เข้ากับความต้องการของเขา ซึ่งในทางจิตวิทยาการบริหารจัดการ สิ่งนี้เรียกว่าการสร้าง "ความสอดคล้อง" (Alignment) ที่จะช่วยลดแรงเสียดทานในการทำงานและเพิ่มโอกาสในการได้รับความไว้วางใจ

###…

Sign up to continue reading

About the author

Khunanon Phosu

Khunanon Phosu เป็นผู้เขียนหนังสือ ทำงานยังไงให้มีความสุข ซึ่งนำเสนอแนวคิดและแนวทางการใช้ชีวิตสำหรับคนทำงานที่ต้องการสร้างความสุขอย่างยั่งยืน หนังสือของเขาครอบคลุมทั้งการปรับมุมมอง การบริหารเวลา ความสัมพันธ์ในที่ทำงาน การจัดการความเครียด การพัฒนาตนเอง และการดูแลสุขภาพกายใจ เขาเชื่อว่าความสุขในการทำงานไม่ได้หมายถึงการไม่มีปัญหา แต่คือการมีความเข้าใจและเครื่องมือในการออกแบบชีวิตของตนเอง

Reader Reviews

Write a review

Rating

No reviews yet — be the first.