Back to the library
การเงินแค่เรื่องกล้วยๆ

การเงินแค่เรื่องกล้วยๆ

ตอง A
  • 186 pages
  • 10 chapters
  • Thai
  • Mar 2026

THB 120

Share this book

Table of contents

  1. 1ปรับจูนความคิด: ทำไมเงินถึงเป็นเรื่องกล้วยๆ
  2. 2สำรวจกระเป๋า: เงินไหลเข้า-ออกไปไหนหมด?
  3. 3วางแผนกล้วยๆ: สูตรสำเร็จการจัดสรรเงิน
  4. 4สร้างเกราะป้องกัน: เงินสำรองฉุกเฉิน
  5. 5หนี้ดี vs หนี้เลว: เปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร
  6. 6การลงทุนเบื้องต้น: ปล่อยให้เงินทำงานแทนเรา
  7. 7ประกันภัย: เกราะป้องกันความเสี่ยงชีวิต
  8. 8ภาษีไม่ใช่เรื่องน่ากลัว: จ่ายให้ถูกและใช้สิทธิให้คุ้ม
  9. 9เตรียมตัวเกษียณ: เริ่มไวได้เปรียบ
  10. 10สร้างอิสรภาพทางการเงิน: พัฒนาให้ยั่งยืน

Preview

7 chapters

ปรับจูนความคิด: ทำไมเงินถึงเป็นเรื่องกล้วยๆ

กับดักความคิด: ทำไมเราถึงกลัวเรื่องเงิน?

ลองจินตนาการดูนะครับว่า ถ้าคุณเดินเข้าสวนกล้วยแล้วเห็นกล้วยหอมหวีสวยวางอยู่ตรงหน้า แต่แทนที่คุณจะหยิบมันมาปอกกินอย่างเอร็ดอร่อย คุณกลับยืนจ้องมันด้วยความหวาดระแวง คิดไปต่างๆ นานาว่า "ถ้าปอกแล้วมือจะเลอะไหม?" "ถ้ากินเข้าไปแล้วจะติดคอหรือเปล่า?" "หรือจริงๆ แล้วกล้วยหวีนี้มันอาจจะเป็นระเบิดเวลาที่รอวันระเบิดใส่หน้าเรา?"... ฟังดูตลกใช่ไหมครับ? แต่เชื่อหรือไม่ว่า นี่คืออาการเดียวกับที่คนส่วนใหญ่รู้สึกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเรื่อง "เงิน" ของตัวเอง

หลายคนมีความสัมพันธ์กับเงินแบบ "รักๆ เลิกๆ" หรือ "เกลียดแต่ก็ขาดไม่ได้" ทั้งที่ในความเป็นจริง เงินก็เป็นเพียงทรัพยากรอย่างหนึ่ง เหมือนกับกล้วยที่เป็นอาหารให้พลังงานกับร่างกาย เงินก็เป็นเครื่องมือที่ให้พลังงานกับชีวิตของเรา แต่ทำไมเราถึงกลัวมันนัก? ทำไมคำว่า "การเงิน" ถึงมักจะมาพร้อมกับอาการปวดหัว คิ้วขมวด และความรู้สึกอยากจะหนีไปให้ไกลๆ?

กับดักความคิด: ทำไมเราถึงกลัวเรื่องเงิน?

ความกลัวเรื่องเงินไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันถูกฝังรากลึกผ่านประสบการณ์ ความเชื่อ และสังคมรอบตัวเรา นี่คือ "กับดักความคิด" ที่ขังเราไว้ไม่ให้ก้าวไปสู่ความมั่งคั่งสักที

กับดักที่ 1: "เงินเป็นเรื่องของคนรวย หรือคนเก่งตัวเลขเท่านั้น" เรามักถูกปลูกฝังมาว่า คนที่จะบริหารจัดการเงินได้ดีต้องเป็นนักคณิตศาสตร์ ต้องจบการเงิน…

สำรวจกระเป๋า: เงินไหลเข้า-ออกไปไหนหมด?

ทำไมต้องจด? พลังของการเห็นตัวเลข

หลายคนมักตั้งคำถามกับผมเสมอว่า “ในเมื่อเราก็รู้อยู่แล้วว่าวันนี้ใช้เงินไปเท่าไหร่ ทำไมต้องเสียเวลามานั่งจดให้วุ่นวายด้วย?” หรือบางคนอาจจะคิดไปไกลถึงขั้นว่า “จดไปก็เท่านั้น เงินก็เท่าเดิม ไม่ได้ทำให้รวยขึ้นมาทันทีเสียหน่อย”

ผมเข้าใจความรู้สึกนี้ดีครับ เพราะในยุคที่เราใช้ชีวิตผ่านหน้าจอมือถือ การหยิบเงินสดออกจากกระเป๋าสตางค์กลายเป็นเรื่องที่น้อยลงทุกที เราจ่ายเงินผ่านแอปฯ จ่ายผ่านบัตรเครดิต หรือสแกน QR Code จนตัวเลขในบัญชีลดลงโดยที่เราแทบไม่ทันได้สัมผัสถึง “น้ำหนัก” ของมัน การมองข้ามการจดบันทึกจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เชื่อผมเถอะครับว่า การไม่จดรายรับ-รายจ่าย ก็เหมือนกับการขับรถโดยปิดตาข้างหนึ่ง คุณอาจจะไปถึงจุดหมายได้ในบางครั้ง แต่โอกาสที่จะพุ่งชนกำแพงหรือตกหลุมพรางทางการเงินนั้นมีสูงมาก

การจดบันทึกไม่ใช่แค่การเขียนตัวเลขลงในสมุด แต่มันคือ “การเปิดไฟในห้องมืด” ครับ

พลังของการเห็น “ความจริง”

ลองจินตนาการดูนะครับว่า ถ้าคุณมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท แต่คุณไม่เคยจดเลยว่าเงินหายไปไหนบ้าง คุณอาจจะรู้สึกว่า “เอ๊ะ ทำไมปลายเดือนทีไรเงินเกลี้ยงบัญชีทุกที?” คุณอาจจะโทษว่าค่าครองชีพสูง หรือโทษว่างานที่ทำเงินเดือนน้อยไป แต่ถ้าคุณเริ่มจดบันทึกเพียงแค่หนึ่งเดือน คุณจะพบกับ “ความจริง” ที่น่าตกใจ

ตัวเลขที่อยู่บนกระดาษหรือในแอปฯ…

วางแผนกล้วยๆ: สูตรสำเร็จการจัดสรรเงิน

สูตร 50/30/20: กฎเหล็กที่ใครก็ทำได้

หลังจากที่เราได้เรียนรู้วิธีการจดบันทึกและสำรวจรอยรั่วในกระเป๋าสตางค์กันไปจนเริ่มเห็นภาพรวมแล้ว คำถามถัดไปที่มักจะตามมาเสมอคือ “แล้วสรุปว่าต้องแบ่งเงินอย่างไรถึงจะเรียกว่าจัดสรรได้ดี?” หลายคนมักจะใช้วิธีการ “ใช้ไปก่อน เหลือเท่าไหร่ค่อยเก็บ” ซึ่งเป็นกับดักที่ทำให้เราไม่เคยเห็นเงินก้อนโตเสียที

วันนี้ผมขอแนะนำ “สูตรสำเร็จ” ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลกและได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้งานง่ายเหมือนปอกกล้วยจริงๆ นั่นคือ กฎ 50/30/20 ครับ

กฎนี้ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อให้คนที่เริ่มต้นวางแผนการเงินรู้สึกว่า “มันไม่ยากเกินไป” และ “ไม่ต้องอดทนจนลำบากชีวิต” โดยการแบ่งรายได้หลังหักภาษีของคุณออกเป็น 3 ตะกร้าหลักๆ ดังนี้ครับ

ตะกร้าที่ 1: ความจำเป็น (Needs) – 50% ของรายได้

หัวใจสำคัญของตะกร้านี้คือ “ถ้าไม่มีสิ่งนี้ ชีวิตจะอยู่ไม่ได้หรือลำบากมาก” นี่คือค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน ได้แก่ ค่าที่พัก (ค่าเช่าหรือผ่อนบ้าน), ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าอาหารในแต่ละมื้อ, ค่าเดินทางไปทำงาน, ค่าใช้จ่ายสุขภาพเบื้องต้น รวมถึงหนี้สินขั้นต่ำที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน

ทำไมต้อง 50%? การกำหนดไว้ที่ 50% เป็นการสร้าง “เพดาน” ให้กับค่าใช้จ่ายที่คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากคุณพบว่าค่าใช้จ่ายในตะกร้านี้ทะลุเกิน 50% ไปมาก นั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยว่า…

สร้างเกราะป้องกัน: เงินสำรองฉุกเฉิน

เงินสำรองฉุกเฉินคืออะไร ทำไมต้องมี?

ลองจินตนาการถึงชีวิตของคุณในวันที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวยครับ คุณมีงานทำ มีรายได้สม่ำเสมอ มีแผนการออมที่ชัดเจน และกำลังสนุกกับการวางแผนอนาคต แต่แล้ววันหนึ่งเหมือนมีใครมากดปุ่ม “หยุด” ชีวิตของคุณกะทันหัน... อาจจะเป็นวันที่บริษัทประกาศลดพนักงานโดยที่คุณไม่ได้ตั้งตัว วันที่รถยนต์คู่ใจเสียจนต้องซ่อมใหญ่ หรือวันที่คุณหรือคนในครอบครัวเกิดล้มป่วยกะทันหันจนต้องเข้าโรงพยาบาล

ในวินาทีนั้น สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ความเครียดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่มันคือ "ความกดดันทางเงิน" ที่ถาโถมเข้ามาเหมือนพายุ ถ้าในกระเป๋าของคุณไม่มี "เบาะรองรับ" ชีวิตอาจจะเปลี่ยนจากสถานการณ์ที่ควบคุมได้ กลายเป็นวิกฤตที่พังทลายลงได้ในพริบตา

นี่คือเหตุผลที่เราต้องมาคุยกันเรื่อง "เงินสำรองฉุกเฉิน" (Emergency Fund) ครับ

เงินสำรองฉุกเฉินคืออะไร? (ไม่ใช่แค่ออมไว้ใช้ แต่คือ "ประกันชีวิตทางการเงิน")

หลายคนมักสับสนระหว่าง "เงินออมเพื่อเป้าหมาย" กับ "เงินสำรองฉุกเฉิน" ครับ เงินออมเพื่อเป้าหมาย คือเงินที่คุณเก็บไว้เพื่อซื้อของที่อยากได้ เช่น โทรศัพท์เครื่องใหม่ ทริปเที่ยวญี่ปุ่น หรือเงินดาวน์บ้าน ซึ่งเป็นเรื่องของการ "สร้างความสุข" แต่เงินสำรองฉุกเฉินนั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง มันคือ "เงินที่เก็บไว้เพื่อความอยู่รอด"

ถ้าเปรียบชีวิตเป็นรถยนต์ เงินสำรองฉุกเฉินก็คือ "ยางอะไหล่"…

หนี้ดี vs หนี้เลว: เปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร

แยกแยะหนี้: อันไหนควรหนี อันไหนควรมี

เมื่อพูดถึงคำว่า “หนี้” หลายคนคงรู้สึกเหมือนเห็นงูพิษที่พร้อมจะฉกกัดเราได้ทุกเมื่อ หลายคนกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องสินเชื่อทุกประเภท แม้กระทั่งการผ่อนของชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่ในโลกของการเงินที่แท้จริง “หนี้” ไม่ใช่ปีศาจที่น่ากลัวเสมอไปครับ มันเปรียบเสมือน “เครื่องมือ” ชิ้นหนึ่ง เหมือนกับมีดทำครัว ถ้าเราใช้มันหั่นผักทำอาหาร มันก็กลายเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้เราอิ่มท้องและมีสุขภาพดี แต่ถ้าเรานำไปใช้แกว่งเล่นหรือทำร้ายตัวเอง มันก็กลายเป็นภัยอันตรายร้ายแรง

การแยกแยะระหว่าง “หนี้ดี” และ “หนี้เลว” จึงเป็นทักษะการเอาตัวรอดขั้นพื้นฐานที่คนอยากมั่งคั่งต้องมี ถ้าคุณแยกสองอย่างนี้ไม่ออก คุณอาจจะกำลังกอดหนี้ที่เป็นโซ่ตรวนชีวิตไว้แน่น ในขณะที่ผลักไสโอกาสที่จะทำให้คุณรวยขึ้นออกไปไกลตัว

หนี้ดี: เครื่องทุ่นแรงที่สร้างอนาคต

ลองนึกภาพว่าคุณกำลังจะเดินทางข้ามแม่น้ำกว้างใหญ่ หนี้ดีเปรียบเสมือน “เรือ” ครับ มันคือเงินที่คุณหยิบยืมมาเพื่อใช้จ่ายในสิ่งที่ “สร้างมูลค่าเพิ่ม” หรือ “สร้างรายได้” ให้กับคุณในอนาคต หนี้ประเภทนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อตอบสนองกิเลส แต่มีไว้เพื่อต่อยอดศักยภาพของคุณ

1. หนี้เพื่อการลงทุน (Investment Debt): นี่คือหนี้ที่ทรงพลังที่สุด เช่น หนี้จากการกู้เงินมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่า…

การลงทุนเบื้องต้น: ปล่อยให้เงินทำงานแทนเรา

ทำไมต้องลงทุน? เงินเฟ้อคือศัตรูตัวฉกาจ

เมื่อคุณจัดการกับ “หินในเป้” หรือหนี้สินจนเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว คำถามถัดมาที่มักจะผุดขึ้นในใจของนักเดินทางสายการเงินทุกคนคือ “แล้วหลังจากนี้ล่ะ? แค่เก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์เฉยๆ ไม่พอหรอกหรือ?”

หลายคนเติบโตมาพร้อมกับคำสอนที่ว่า “ออมเงินคือความมั่นคง” ซึ่งนั่นเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียวครับ การออมเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเยี่ยมและเป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้ แต่หากคุณหยุดอยู่แค่การออม โดยไม่คิดจะพาเงินไป “ทำงาน” ให้คุณบ้าง คุณอาจกำลังตกอยู่ในกับดักที่มองไม่เห็น ซึ่งกัดกินความมั่งคั่งของคุณไปทีละน้อยโดยที่คุณไม่ทันรู้ตัว กับดักที่ว่านี้มีชื่อว่า “เงินเฟ้อ” ครับ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ลองย้อนเวลากลับไปสัก 20 ปีที่แล้วครับ สมมติว่าในตอนนั้นคุณมีเงินอยู่ 100 บาท คุณสามารถเดินเข้าร้านสะดวกซื้อแล้วซื้อก๋วยเตี๋ยวชามละ 20 บาทได้ถึง 5 ชาม หรือถ้าจะซื้อขนมขบเคี้ยว ก็อาจจะได้ถุงใหญ่ๆ หลายถุงจนกินอิ่มไปทั้งวัน แต่ถ้าวันนี้คุณถือเงิน 100 บาทใบเดิมในกระเป๋าเดินเข้าร้านเดิม ราคาของก๋วยเตี๋ยวอาจจะขยับขึ้นไปเป็นชามละ 50 หรือ 60 บาทแล้ว ซึ่งหมายความว่าเงิน 100 บาทของคุณซื้อก๋วยเตี๋ยวได้เพียง 1 หรือ 2 ชามเท่านั้น

จำนวนเงินในมือคุณยังคงเป็น “100 บาท” เท่าเดิมเป๊ะๆ แต่มูลค่าที่แท้จริงของมันกลับลดลงอย่างน่าใจหาย นี่แหละครับคือพลังทำลายล้างของ “เงินเฟ้อ”…

ประกันภัย: เกราะป้องกันความเสี่ยงชีวิต

ทำไมเราต้องมีประกัน?

เมื่อเราพูดถึงการวางแผนการเงิน หลายคนมักจะนึกถึงการออมเงิน การลงทุนให้งอกเงย หรือการจัดพอร์ตแบบที่เราเพิ่งคุยกันไปในบทที่แล้ว แต่มีเรื่องหนึ่งที่มักจะถูกมองข้าม หรือบางคนก็รู้สึกว่า "จ่ายไปก็เสียเปล่า" เพราะเราไม่ได้ใช้มัน นั่นคือเรื่องของ "ประกันภัย" ครับ

ถ้าการลงทุนคือการ "สร้างบ้าน" ประกันภัยก็คือ "หลังคา" ที่คอยกันแดดกันฝนให้บ้านของคุณ แม้ว่าวันที่แดดออกฟ้าใส คุณอาจจะรู้สึกว่าหลังคานี้ไม่ได้ทำหน้าที่อะไรเลย แต่ในวันที่พายุเข้า หากไม่มีหลังคาที่แข็งแรง บ้านที่อุตส่าห์สร้างมาด้วยเงินออมทั้งชีวิตของคุณอาจจะพังทลายลงในพริบตา

แนวคิดพื้นฐานของประกันภัยที่ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของการมองโลกในแง่ร้าย แต่เป็นเรื่องของ "การโอนย้ายความเสี่ยงทางการเงิน" (Financial Risk Transfer) ครับ

ลองจินตนาการดูนะครับว่า ในชีวิตคนเรามี "ความเสี่ยง" สองประเภทหลักๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่สามารถควบคุมมันได้เลย ประเภทแรกคือสิ่งที่เราคาดเดาได้ เช่น ค่าเทอมลูกที่ต้องจ่ายทุกปี หรือค่าใช้จ่ายรายเดือน แต่ประเภทที่สองคือ "ความไม่แน่นอนที่รุนแรง" เช่น การเจ็บป่วยกะทันหัน อุบัติเหตุที่ทำให้ทำงานไม่ได้ หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่กระทบต่อทรัพย์สินก้อนใหญ่ของเรา

หากเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นโดยที่คุณไม่ได้เตรียมตัว "เงินออม" ที่คุณค่อยๆ…

Sign up to continue reading

Reader Reviews

Write a review

Rating

No reviews yet — be the first.