
สวมรอยสิงโต
Ronnavate Pothongรณเวท โพธิ์ทอง (Ronnavate Pothong) เขียนถึงคนทำงานธรรมดาที่อยากได้รับโอกาสในโลกที่การแข่งขันและความคาดหวังมักทำให้เรารู้สึกตัวเล็กกว่าคนอื่น งานเขียนของเขาชวนมองการเตรียมตัว บุคลิก วินัย และความสัมพันธ์ในการทำงาน เป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้…
- 135 หน้า
- 7 บท
- ภาษาไทย
- ขายแล้ว 3 เล่ม
- ต.ค. 2569
ฟรี
สารบัญ
- 1ถอดหน้ากากแมว สำรวจแผลป่าคอนกรีต
- 2ศิลปะการสวมรอยสิงโต (โดยไม่หลอกลวงใคร)
- 3วิชาคุยให้ 'ปลายอมว่ายไปหาแมว'
- 4พาขนสิงโตไปสะบัดในจุดที่มีแสง
- 5แมวน้อยจ่าฝูง
- 6เมื่อสิงโตกระดาษถูกขย้ำ
- 7สิงโตที่แท้จริง... คือคนที่ยืนอยู่เป็นคนสุดท้าย
เกี่ยวกับหนังสือ
ผมเขียนหนังสือเล่มนี้จากความเข้าใจว่า ในที่ทำงานมีคนธรรมดาอยู่มากมาย คนที่ทำงานรับผิดชอบ ไม่ได้เก่งที่สุดในห้อง และบางวันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าตัวเองดีพอหรือยัง เราอาจมองเห็นคนที่พูดคล่อง มั่นใจ และดูพร้อมกว่า แล้วเผลอคิดว่ามีเพียงคนแบบนั้นเท่านั้นที่สมควรได้รับโอกาส
แต่การอยู่รอดและเติบโตในป่าคอนกรีตไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถอย่างเดียว วิธีวางตัว วินัย การสื่อสาร และความพร้อมที่จะก้าวออกไปให้คนเห็น ก็มีความหมายไม่แพ้กัน ผมจึงใช้คำว่า “สวมรอยสิงโต” เพื่อพูดถึงการเตรียมตัวให้พร้อมรับโอกาส โดยไม่ต้องโกหกเกี่ยวกับความรู้หรือทักษะที่เรายังไม่มี และไม่จำเป็นต้องปฏิเสธหัวใจแมวที่ยังรู้สึกกลัวหรือไม่มั่นใจ
หนังสือเล่มนี้เขียนถึงคนทำงานที่อยากก้าวไปข้างหน้า แม้ไม่ได้เป็นคนเก่งขั้นเทพ โดยเริ่มจาก “ถอดหน้ากากแมว สำรวจแผลป่าคอนกรีต” เพื่อมองเห็นตัวเองและสภาพแวดล้อมอย่างตรงไปตรงมา แล้วไปต่อกับ “ศิลปะการสวมรอยสิงโต (โดยไม่หลอกลวงใคร)” ทั้งเรื่องบุคลิก ความน่าเชื่อถือ และวินัย จากนั้น “วิชาคุยให้ ‘ปลายอมว่ายไปหาแมว’” จะชวนคิดถึงการขอความช่วยเหลือและสร้างความสัมพันธ์อย่างเคารพกัน ก่อนพาขนสิงโตไปอยู่ในจุดที่มีโอกาสให้คนมองเห็น และเผชิญวันที่สิงโตกระดาษถูกขย้ำ
ผมไม่ได้เขียนสูตรลัดที่จะทำให้ทุกคนประสบความสำเร็จ หรือสัญญาว่าความพยายามจะให้ผลตามที่หวังเสมอ การถูกปฏิเสธและความล้มเหลวเจ็บจริง หนังสือเล่มนี้เพียงอยากชวนให้เราเตรียมตัวดีขึ้น กล้าขอแรงสนับสนุน และยืนต่อได้เมื่อสะดุด เป้าหมายไม่ใช่การเป็นราชาแห่งป่า แต่อยู่ให้ถึงฉากสุดท้าย โดยยังมีศักดิ์ศรีและไม่ทิ้งตัวตนของเราไว้ข้างหลัง
ตัวอย่างเนื้อหา
7 บทถอดหน้ากากแมว สำรวจแผลป่าคอนกรีต
ทำไมโลกนี้ถึงเต็มไปด้วยสิงโต
ลองสังเกตดูสิว่า ในทุกที่ทำงานที่เราก้าวเท้าเข้าไป สิ่งแรกที่เราเห็นไม่ใช่ "คนทำงานเก่ง" แต่เป็น "คนที่ดูเหมือนจะเก่ง"
เรามักจะเห็นเพื่อนร่วมงานบางคนที่พูดจาฉะฉาน นำเสนอโปรเจกต์ด้วยน้ำเสียงมั่นใจ แต่งตัวเนี้ยบทุกระเบียดนิ้ว และดูเหมือนจะมีคำตอบให้กับทุกคำถามของเจ้านายเสมอ คนเหล่านี้แหละคือภาพจำของสิงโตในป่าคอนกรีต พวกเขาไม่ได้จำเป็นต้องเป็นอัจฉริยะที่เก่งที่สุดในห้องเสมอไป แต่พวกเขารู้วิธีการ "ส่งสัญญาณ" ให้โลกรู้ว่าเขาคือผู้ล่า ไม่ใช่ผู้ถูกล่า
ในขณะที่พวกเราหลายคน ซึ่งผมขอเรียกกลุ่มนี้ว่า "แมว" มักจะใช้ชีวิตอยู่ในโหมดถ่อมตัว เราตั้งใจทำงานอย่างหนัก ก้มหน้าก้มตาทำตามคำสั่งให้เป๊ะที่สุด พยายามไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด และหวังว่าสักวันหนึ่ง ความดีความชอบและความขยันจะนำพาโอกาสมาให้เราเอง เราเชื่อในตรรกะที่ว่า "ถ้าเราทำดี เดี๋ยวคนจะเห็นเอง"
แต่ความจริงที่เจ็บปวดของป่าคอนกรีตคือ ความดีที่ไม่มีใครเห็น มีค่าเท่ากับความดีที่ไม่มีอยู่จริง
กลไกการมองเห็นของโลกทุนนิยม
ทำไมโลกถึงให้รางวัลคนที่ "ดูเหมือนเก่ง" มากกว่าคนที่ "เก่งเงียบๆ" คำตอบง่ายๆ คือเรื่องของ "ต้นทุนในการประเมินค่า"
ลองนึกภาพว่าคุณเป็นหัวหน้าที่มีลูกน้อง 20 คน และมีเวลาเพียง 5…
ศิลปะการสวมรอยสิงโต (โดยไม่หลอกลวงใคร)
บุคลิกสิงโต หัวใจแมว
ลองจินตนาการถึงวันที่เราต้องเข้าประชุมสำคัญที่มีแต่ระดับหัวหน้าหรือผู้เชี่ยวชาญนั่งกันเต็มโต๊ะ ในขณะที่คนอื่นดูเหมือนจะรู้ทุกเรื่องและพูดจาฉะฉาน แต่เรากลับนั่งตัวลีบ รู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียง 'เป็ด' ตัวหนึ่งที่ว่ายน้ำก็พอได้ บินก็พอไหว แต่ไม่ได้โดดเด่นในด้านไหนเลย ความรู้สึกนี้แหละคือ หัวใจแมว ที่เราคุยกันไปแล้ว มันคือความไม่มั่นใจ ความรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งขั้นเทพ และความกลัวว่าถ้าพูดอะไรออกไป ทุกคนจะรู้ว่าเราเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีอะไรพิเศษ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราเป็นแมว เพราะการเป็นคนธรรมดานั้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่ปัญหาคือเมื่อเราปล่อยให้ หัวใจแมว ควบคุมร่างกาย ผลลัพธ์ที่ออกมาคือไหล่ที่ห่อลง สายตาที่หลบต่ำ และน้ำเสียงที่แผ่วเบา ซึ่งใน ป่าคอนกรีต สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้ถูกตีความว่า "ถ่อมตัว" แต่ถูกตีความว่า "ไม่มั่นใจ" หรือ "ไม่มีความสามารถ"
นี่คือจุดที่การ สวมรอยสิงโต เข้ามามีบทบาท การสวมรอยในที่นี้ไม่ใช่การแสร้งว่าเราเป็นอัจฉริยะ หรือการโกหกว่าเราทำสิ่งที่ทำไม่ได้ แต่คือการจัดการ "Presence" หรือการปรากฏตัวของเราให้ส่งสัญญาณของความน่าเชื่อถือออกไป เพื่อให้โอกาสกล้าเดินเข้ามาหาเรามากขึ้น
จิตวิทยาของการปรากฏตัว (The Psychology of Presence)
ในโลกของการทำงาน คนส่วนใหญ่ไม่ได้ตัดสินความสามารถของเราจากผลงาน 100% ในวินาทีแรกที่เจอหน้ากัน แต่เขาตัดสินจาก…
วิชาคุยให้ 'ปลายอมว่ายไปหาแมว'
เมื่อเราไม่มีอะไรจะแลก
เคยรู้สึกแบบนี้ไหม เวลาที่เราอยากจะขอคำแนะนำหรือขอความช่วยเหลือจากคนเก่งๆ ในออฟฟิศ แต่พอมองย้อนกลับมาที่ตัวเองแล้วกลับรู้สึกว่า "เรามีอะไรไปแลกกับเขาได้บ้าง"
ใน ป่าคอนกรีต แห่งนี้ เรามักถูกสอนให้มองทุกอย่างเป็นธุรกรรม (Transaction) คือการแลกเปลี่ยนที่ต้องมีมูลค่าเท่ากัน คนที่มีตำแหน่งสูงกว่า มีบารมีมากกว่า หรือเป็น God-tier Expert มักจะมี "ราคา" ของเวลาที่สูงลิ่ว ในขณะที่คนธรรมดาอย่างเราที่ยังมี หัวใจแมว และรู้สึกว่าตัวเองไม่มีจุดเด่นอะไรเลย มักจะติดกับดักทางความคิดที่ว่า ถ้าเราไม่มีผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ไปเสนอให้เขา เขาคงไม่เสียเวลามาคุยกับเราหรอก
ความกลัวนี้เองที่ทำให้เรากลายเป็น Invisible Cat ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะทำงาน ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ เพราะกลัวการถูกปฏิเสธ หรือกลัวว่าการเดินเข้าไปหาเขาจะดูเป็นการ "ขอทาน" ทางปัญญาที่น่าสมเพช
แต่เชื่อเราเถอะว่า ความจริงมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป
สกุลเงินที่คนเก่งมองข้าม
เราต้องเข้าใจก่อนว่า คนที่เก่งระดับสิงโตในที่ทำงาน ส่วนใหญ่ไม่ได้โหยหาเงินทองหรือตำแหน่งเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว สิ่งที่เขามักจะขาดหายไปในชีวิตการทำงานที่วุ่นวายคือ "ความกระหายที่แท้จริง" และ "ความใส่ใจในรายละเอียดที่น่ารำคาญ"
ในขณะที่คนส่วนใหญ่เดินเข้าหาคนเก่งเพื่อหวังผลประโยชน์ หรือเข้ามาเพื่อฝากงานให้ทำแทน…
พาขนสิงโตไปสะบัดในจุดที่มีแสง
เลิกซ่อนตัวใต้เตียง
เราเคยได้ยินประโยคที่ว่า "ทำดี เดี๋ยวเขาก็เห็นเอง" หรือ "ความเก่งจะพิสูจน์ตัวมันเอง" ใช่ไหม? เชื่อเถอะว่านั่นคือคำโกหกที่อันตรายที่สุดในป่าคอนกรีต เพราะในโลกความเป็นจริง ความเก่งที่ไม่มีใครเห็น มีค่าเท่ากับความว่างเปล่า
ลองจินตนาการถึงพนักงานออฟฟิศที่ทำงานเป๊ะทุกระเบียบนิ้ว ส่งงานตรงเวลา ไม่เคยทำพลาด และเป็นคนที่เพื่อนร่วมงานทุกคนไว้วางใจ แต่พอถึงเวลาประเมินผลงาน หรือเวลาที่มีโปรเจกต์สำคัญที่ให้โอกาสเติบโต ชื่อของเขากลับไม่อยู่ในลิสต์ที่หัวหน้าจะนึกถึงเลย สิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาเป็น "Invisible Cat" หรือแมวที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เตียงอย่างสมบูรณ์แบบ
การซ่อนตัวใต้เตียงไม่ได้หมายถึงการที่คุณไม่ทำงาน แต่หมายถึงการที่คุณเลือกจะทำงานในมุมมืด ปฏิเสธการนำเสนอตัว หรือกลัวที่จะก้าวออกไปยืนในจุดที่มีแสงสว่าง เพราะลึกๆ แล้วเรากลัวว่าถ้าแสงส่องลงมา เราจะถูกจับได้ว่าเราไม่ได้เก่งขั้นเทพ เราเป็นแค่แมวธรรมดาที่พยายามสวมรอยสิงโตเท่านั้น
กับดักของความถ่อมตัวที่ผิดที่ผิดทาง
เราถูกสอนมาให้ถ่อมตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีในแง่ของมารยาท แต่ในโลกของการทำงาน ความถ่อมตัวที่มากเกินไปจนกลายเป็นการ "ลบตัวตน" คือการฆ่าตัวตายทางอาชีพอย่างช้าๆ
เมื่อเราเลือกที่จะซ่อนตัว เรากำลังส่งสัญญาณบางอย่างให้คนรอบข้างโดยไม่รู้ตัวว่า "ฉันไม่พร้อม" "ฉันไม่มั่นใจ" หรือ "ฉันพอใจที่จะเป็นแค่ฟันเฟืองตัวเล็กๆ…
แมวน้อยจ่าฝูง
เมื่อความจริงถูกเปิดเผย: เมื่อสิงโตจับได้ว่าเราเป็นแค่แมว (แล้วทำไมเขาถึงยังอยู่?)
วินาทีที่ความลับแตก คือวินาทีที่น่ากลัวที่สุดสำหรับคนที่พยายาม สวมรอยสิงโต มาตลอด
เราอาจจะใช้เวลาหลายเดือน หรือหลายปีในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดูมั่นใจ วางตัวนิ่ง สง่างาม และจัดการทุกอย่างได้อยู่หมัด จนคนรอบข้างรวมถึงหัวหน้าเชื่อสนิทใจว่าเราคือ "สิงโต" ตัวหนึ่งใน ป่าคอนกรีต แห่งนี้ แต่แล้ววันหนึ่ง ความจริงก็มักจะทำงานของมันเสมอ อาจจะเป็นโปรเจกต์ที่ยากเกินกว่าทักษะที่เรามีจะรับไหว หรือคำถามจี้จุดจาก God-tier Expert ที่ทำให้เราใบ้กินจนหน้าถอดสี
ในจังหวะนั้นเองที่ขนสิงโตที่เราอุตส่าห์ประดับไว้หลุดลุ่ย และเผยให้เห็น หัวใจแมว ที่สั่นระริกอยู่ข้างใน
ความรู้สึกแรกที่ถาโถมเข้ามาคือความกลัว เราจะกลัวว่าเขาจะตราหน้าว่าเราเป็นคนลวงโลก กลัวว่าความเชื่อใจที่สะสมมาจะพังทลายลงในพริบตา และกลัวว่าที่ทางที่เราเคยยืนอยู่จะถูกยึดคืน เพราะเรา "ไม่เก่งจริง" อย่างที่เขาคิด
ความแตกต่างระหว่าง "การสวมรอย" กับ "การต้มตุ๋น"
ก่อนที่เราจะจมดิ่งไปกับความรู้สึกผิด เราต้องแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันให้ขาด เพราะนี่คือจุดตัดที่จะบอกว่า หลังจากความจริงเปิดเผยแล้ว เราจะกลายเป็น สิงโตกระดาษ ที่ถูกขย้ำจนไม่เหลือชิ้นดี หรือจะกลายเป็นแมวที่สิงโตยอมรับให้ร่วมฝูง
การต้มตุ๋น คือการโกหกในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เช่น…
เมื่อสิงโตกระดาษถูกขย้ำ
ความเจ็บปวดของความ 'เกือบสำเร็จ'
เชื่อไหมว่า ความเจ็บปวดที่รุนแรงที่สุดในป่าคอนกรีต ไม่ใช่การที่เราล้มเหลวตั้งแต่ก้าวแรก แต่มันคือความรู้สึกตอนที่เรา "เกือบจะทำสำเร็จแล้ว"
ลองจินตนาการถึงวันที่เราพยายาม สวมรอยสิงโต อย่างเต็มที่ เราเตรียมตัวมาดี วางตัวให้น่าเชื่อถือ รักษาวินัยจนคนรอบข้างเริ่มยอมรับ และในที่สุดโอกาสที่รอคอยก็มาถึง เราได้รับมอบหมายโปรเจกต์สำคัญ หรือได้รับโอกาสให้พรีเซนต์งานต่อหน้าผู้บริหารระดับสูง เราเดินเข้าห้องประชุมด้วยความมั่นใจในชุดที่เป๊ะที่สุด และทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวยจนถึงนาทีสุดท้าย... แล้วจู่ๆ ทุกอย่างก็พังลงด้วยความผิดพลาดเพียงจุดเดียว หรือปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้
วินาทีนั้นแหละที่ความรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรงจะจู่โจมเรา มันไม่ใช่แค่ความเสียใจ แต่มันคือความรู้สึกที่ว่า "เราเกือบจะหลุดพ้นจากความเป็นแมวได้แล้วเชียว"
กับดักของความเสียดาย
เมื่อเราอยู่ในสภาวะที่เกือบจะชนะ ความเจ็บปวดจะถูกทวีคูณด้วยคำว่า "ถ้า..."
- ถ้าเราตรวจสอบตัวเลขตรงนั้นอีกรอบ...
- ถ้าเราเลือกใช้คำพูดอีกแบบ...
- ถ้าเราไม่ประมาทในนาทีสุดท้าย...
ความเสียดายคือยาพิษที่ออกฤทธิ์ช้าแต่นาน สำหรับคนที่มี หัวใจแมว อย่างเรา ความรู้สึกนี้จะอันตรายเป็นพิเศษ เพราะมันจะเริ่มกัดกินความมั่นใจที่เราอุตส่าห์สร้างขึ้นมา เราจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า หรือจริงๆ…
สิงโตที่แท้จริง... คือคนที่ยืนอยู่เป็นคนสุดท้าย
ชัยชนะของคนยืนระยะ
ลองนึกถึงภาพใน ป่าคอนกรีต ที่เราคุ้นเคยดู เรามักจะเห็น 'God-tier Expert' หรือเหล่าคนเก่งขั้นเทพที่ปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับแสงสปอตไลท์ พวกเขาเหมือนดาวตกที่สว่างจ้าจนทุกคนต้องเหลียวมอง มีทักษะที่เฉียบคม มีไอเดียที่ล้ำสมัย และสามารถแก้ปัญหาที่ยากที่สุดได้ในชั่วพริบตา คนกลุ่มนี้คือสิงโตโดยสายเลือดที่เกิดมาพร้อมกับแผงคอที่สง่างามและเสียงคำรามที่สะเทือนไปทั้งออฟฟิศ
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ในระยะยาว แสงสว่างที่จ้าเกินไปมักจะมาพร้อมกับความเปราะบาง บางครั้งความเก่งระดับเทพก็กลายเป็นกับดัก เพราะพวกเขาชินกับการเป็นจุดศูนย์กลาง ชินกับการที่ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ และเมื่อวันหนึ่งที่พายุลูกใหญ่พัดเข้ามา หรือวันที่พวกเขาเกิดพลาดพลั้งจนกลายเป็น สิงโตกระดาษ ที่ถูกฉีกขาด ความเจ็บปวดของคนกลุ่มนี้จะรุนแรงกว่าเราหลายเท่า เพราะพวกเขาไม่เคยฝึกฝนศิลปะของการ 'ล้มแล้วลุก' หรือการยอมรับว่าตัวเองก็เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตธรรมดาที่ผิดพลาดได้
ในขณะที่พวกเรา ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็น 'Average Office Worker' ที่ไม่มีอะไรโดดเด่น หรือเป็น 'Invisible Cat' ที่เคยแอบอยู่ใต้โต๊ะทำงาน กลับมีอาวุธลับที่คนเก่งหลายคนไม่มี นั่นคือ 'ความทนทาน'
ความต่างระหว่าง 'ความเก่ง' กับ 'ความอึด'
เราต้องแยกสองคำนี้ออกจากกันให้ชัดเจน ความเก่งคือความสามารถในการทำสิ่งที่ยากให้สำเร็จ…
เกี่ยวกับผู้เขียน
Ronnavate Pothong
รณเวท โพธิ์ทอง (Ronnavate Pothong) เขียนถึงคนทำงานธรรมดาที่อยากได้รับโอกาสในโลกที่การแข่งขันและความคาดหวังมักทำให้เรารู้สึกตัวเล็กกว่าคนอื่น งานเขียนของเขาชวนมองการเตรียมตัว บุคลิก วินัย และความสัมพันธ์ในการทำงาน เป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ โดยไม่ต้องแสร้งเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือปิดบังข้อจำกัด สวมรอยสิงโต คือเสียงชวนให้คนที่ยังมีหัวใจแมวกล้าก้าวออกจากที่ซ่อน และยืนระยะในป่าคอนกรีตอย่างมีศักดิ์ศรี
รีวิวจากผู้อ่าน
ยังไม่มีรีวิว เป็นคนแรกที่รีวิวได้เลย